เผยผู้ต้องขังมีปัญหาสุขภาพจิต และป่วยทางจิตสูงถึงร้อยละ 46

Jun 15, 2018

สุขภาพจิต , สาธารณสุข , สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ , สุขภาพ



เช้าวันนี้ ( 15 มิถุนายน 2561 ) ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เขตทวีวัฒนา กทม. นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานในพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี สมทบทุนปรับปรุงอาคารบริการ และจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้บริการผู้ป่วยจิตเวชเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปีของการเปิดสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ให้บริการดูแลรักษาผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยทางจิตตั้งแต่พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา และให้สัมภาษณ์ว่า ผลการดำเนินการพัฒนาระบบบริการรักษาผู้ต้องขังที่ป่วยทางจิตของสถาบันกัลยาณ์ฯในช่วง 47  ปีที่ผ่านมา  มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ ปัจจุบันสามารถขยายการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขังในเรือนจำ 142 แห่งร่วมกับกรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด โดยมีโรงพยาบาลจิตเวช 13 แห่งทั่วประเทศเป็นแม่ข่าย ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป สามารถป้องกันการก่อคดีซ้ำหลังพ้นโทษ และสร้างความปลอดภัยสังคม ข้อมูลในปี 2561 มีผู้ต้องขังเข้าถึงบริการกว่า 4,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มี 3,300 คน จากผู้ต้องขังที่มีทั่วประเทศเกือบ 3 แสนคน และได้รับการดูแลต่อเนื่อง ไม่มีปัญหากลับเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำหลังกลับไปสู่เรือนจำ เนื่องจากขาดการรักษา ซึ่งก่อนหน้านี้พบได้มากกว่าร้อยละ 50
 
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ทิศทางการดำเนินงานในช่วงจากนี้ไป มีนโยบายพัฒนาฐานข้อมูลผู้ต้องขังในเรือนจำที่ป่วยทางจิตเวชระดับประเทศ เพื่อเพิ่มคุณภาพบริการเท่าเทียมกับประชาชนทุกคน ผลการวิจัยของสถาบันกัลยาณ์ฯในปี 2560-2561 ในกลุ่มผู้ต้องขังทั้งชายและหญิงจำนวน 600 คนที่อยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถานที่มีความมั่นคงปานกลาง-สูงสุด 10 แห่ง พบว่ามีปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชร้อยละ 46 สูงกว่าประชาชนทั่วไปถึง 3 เท่าตัว โดยผู้ชายมีปัญหาร้อยละ 47 ผู้หญิงร้อยละ35 โรคที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ติดเหล้าและสารเสพติดร้อยละ 30 รองลงมาโรคซึมเศร้าร้อยละ 16 และความเสี่ยงฆ่าตัวตายร้อยละ 16 โดยผู้ต้องขังเกือบ 1 ใน 4 มีโรคทางจิตเวชร่วมด้วย 2 โรคขึ้นไป เช่นใช้สารเสพติดและป่วยเป็นโรคจิตเภท เป็นต้น ซึ่งกรมสุขภาพจิตจะร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์อย่างใกล้ชิด เน้นที่การตรวจคัดกรองสุขภาพจิตผู้ต้องขังรายใหม่ทุกคน เพื่อแยกกลุ่มการดูแลอย่างเหมาะสม และในปีนี้ได้ให้สถาบันกัลยาณ์ฯทดลองระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านกาย จิต สังคมแก่ผู้ต้องขังที่ป่วยทางจิตเป็นครั้งแรก เพราะหัวใจของการรักษาผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้อยู่ที่ยาหรือการรักษาด้วยเครื่องมืออย่างเดียว แต่อยู่ที่การฟื้นฟูสมรรถนะด้านต่างๆที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อคืนความเป็นมนุษย์ให้ผู้ป่วย ให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้
 
ทางด้านนายแพทย์ศรุตพันธุ์ จักรพันธุ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์กล่าวว่า ในการพัฒนาระบบบริการผู้ต้องขังในปี 2561-2562 เน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การวิจัยรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังที่ป่วยจิตเวชและผู้ต้องขังสูงอายุ โดยสถาบันฯได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาโปรแกรมการจัดกิจกรรมฟื้นฟู
ซึ่งเป็นนวัตกรรมบริการ โดยจะเน้นความสอดคล้องตามบริบทของเรือนจำ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย คาดว่าจะนำร่องที่เรือนจำพิเศษธนบุรี หากแล้วเสร็จจะสามารถใช้เป็นโปรแกรมต้นแบบระดับประเทศขยายผลใช้ในเรือนจำทั่วประเทศได้
 
เรื่องที่2. การจัดระบบการตรวจรักษาผู้ต้องขังด้วยการแพทย์ทางไกลหรือเทเลเมดดิซีน  (Telemedicine) โดยจิตแพทย์เชี่ยวชาญกับสถานพยาบาลกรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีจิตแพทย์ ซึ่งมีผลดี สามารถดูแลผู้ต้องขังที่เรือนจำได้เลย ไม่ต้องพาไปที่โรงพยาบาลซึ่งต่อรายจะต้องเสียค่าใช้จ่ายการดูแล และลดความเสี่ยงการหลบหนี ขณะนี้สามารถดำเนินการในโรงพยาบาลจิตเวช 5 แห่ง ได้แก่ สถาบันกัลยาณ์ฯ รพ.จิตเวชนครพนมราชนครินทร์ รพ.สวนปรุง รพ.พระศรีมหาโพธิ์ และรพ.จิตเวชนครสวรรค์ จะขยายเพิ่มที่เหลืออีก 8 แห่ง และ
 
เรื่องที่ 3. ได้ร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จัดทำหลักสูตรการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เพื่อใช้เป็นคู่มือสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่พยาบาลในเรือนจำและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำเรือนนอนหรืออสน. ในเบื้องต้นเน้น 5 โรค ได้แก่ โรคจิต โรคซึมเศร้า ยาเสพติด ภาวการณ์ฆ่าตัวตาย และภาวการณ์ถอนสุรา เพื่อดำเนินการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตผู้ต้องรายใหม่ทุกคน พร้อมจัดระบบขึ้นทะเบียนการดูแลตั้งแต่ต้น และมีระบบการส่งต่อในพื้นที่หลังพ้นโทษไปแล้วอย่างต่อเนื่อง
 
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/804892