พาณิชย์ถกเอกชนรับมือเปิดอาร์เซ็ป

Mar 12, 2018        View 306

หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค , อาเซียนทั้ง 9 ประเทศ , ลดภาษีให้เหลือน้อยที่สุด , อาร์เซ็ป , กระทรวงพาณิชย์



รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน, สินค้าเกษตร, เหล็ก เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราสูงกว่า 50% มาหารือเพื่อร่วมกันหาแนวทางปรับลดภาษีนำเข้าลงมาอยู่ที่ 5 - 10% ก่อนกำหนดเป็นท่าทีของไทยไปเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ร่วมกับประเทศสมาชิก ได้แก่ อาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
 
“อาเซียนทั้ง 9 ประเทศ มีภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่อยู่ที่ 6 - 20% ยกเว้นไทยที่ยังมีภาษีสูง ขณะที่คู่เจรจา 6 ประเทศ สินค้าส่วนใหญ่มีภาษีนำเข้าที่ 6 - 20% เช่นกัน หากไทยยังไม่สามารถปรับลดภาษีลงมาให้ต่ำกว่า 50% ได้ อาจทำให้ไทยกลายเป็นปัญหาของอาเซียน และของอาร์เซ็ป รวมถึงอาจทำให้การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้” 
 
ทั้งนี้ในปัจจุบันอาร์เซ็ป อยู่ระหว่างการเจรจาลดภาษีนำเข้าสินค้า โดยอาเซียนผลักดันให้สมาชิกลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0% ในสัดส่วนสินค้า 92% ของรายการทั้งหมดที่ค้าขายระหว่างกัน โดยให้ปรับลดเป็น 0% ทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ แต่ในรายการที่ไม่สามารถปรับลดได้ทันที ให้ทยอยลดเป็น 0% ภายใน 15 ปี ส่วนสินค้าที่เหลืออีก 8% ซึ่งเป็นกลุ่มอ่อนไหว และอ่อนไหวสูงของแต่ละประเทศ ที่ไม่สามารถลดเป็น 0%ได้ ในจำนวนนี้ 7% ให้ปรับลดภาษีให้เหลือน้อยที่สุด หรือให้เหลือ 5 - 10% ภายในเวลามากกว่า 20 ปี และอีก 1% ที่เหลือทุกประเทศสามารถไม่นำมาลดภาษีได้
 
สำหรับไทย ล่าสุดได้ยื่นข้อเสนอการเปิดตลาด หรือการลดภาษีเป็น 0% ในกรอบอาร์เซ็ปไปแล้วในสัดส่วน 90% ของสินค้าทั้งหมด ยังคงมีสินค้าอีกประมาณ 3.2% ของสินค้าทั้งหมด ที่ยังคงมีภาษีนำเข้ามากกว่า 50% ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เป็นต้น และเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลไทยเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ไทยมีท่าทีเดียวกับอาเซียน คือ ต้องการให้สมาชิกลดภาษีนำเข้าสินค้าในสัดส่วนสูงถึง 92% ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการหาแนวทางปรับลดภาษีสินค้ากลุ่มที่ยังมีภาษีสูงกว่า 50% ให้ได้
 
ที่มา : เดลินิวส์
https://www.dailynews.co.th/economic/631750