สรุปประเด็นแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ กกร. ประจำปี 2560

06 ธ.ค. 2560        จำนวนผู้เข้าชม 500

การปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ , เศรษฐกิจไทย , การส่งออกและการท่องเที่ยว , เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3



ที่ประชุม กกร. เห็นว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ขยายตัวสูงกว่าคาด ประกอบกับ การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังสามารถรักษาแรงส่งของการขยายตัวที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2560 อาจจะขยายตัวโน้มเข้าสู่กรอบบนของประมาณการ กกร. ที่ 3.7 - 4.0% โดยการส่งออกน่าจะขยายตัวได้สูงกว่ากรอบประมาณการเดิม ที่ 6.5 - 7.5% หลัง 10 เดือนแรกของปี ขยายตัวสูงถึง 9.7% กกร. จึงมองว่า มีความเป็นไปได้ที่การส่งออกในปี 2560 อาจจะขยายตัวประมาณ 9.0%
 
ทั้งนี้ แม้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน สะท้อนได้จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยหรือเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งการเร่งผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2561 ก็น่าจะช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะกระจายตัวมากขึ้นในระยะข้างหน้า โดยเบื้องต้น กกร. เห็นว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจไทยน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ใกล้เคียงกับในปี 2560 ที่ผ่านมา
 
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม ที่สำคัญคือ สถานการณ์การเมืองในต่างประเทศ อาทิ ความคืบหน้าของร่างปฏิรูปกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ, การสอบสวนกรณีความเชื่อมโยงระหว่างทำเนียบขาวกับรัสเซีย, การจัดตั้งรัฐบาลในเยอรมนี, การเจรจากรณี BREXIT และความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลก รวมทั้งทิศทางค่าเงินบาท ให้ยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ขาดแรงหนุนใหม่ๆ ในระยะอันใกล้นี้ โดย กกร. มีความเป็นห่วงว่า เงินบาทที่แข็งค่าเร็วเกินไป อาจจะไม่เป็นผลดีต่อภาคการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป
 
ในส่วนของค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 31 เดือนแตะ 32.55 บาท/ดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายเดือน พ.ย. (และแข็งค่าแล้ว 9.7% จากปลายปีก่อน) เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ ถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ รวมทั้งจากการไหลกลับเข้ามาของเงินลงทุนต่างชาติ ซึ่งความเคลื่อนไหวของเงินทุนระยะสั้นดังกล่าว อาจส่งผลกระทบถึงความสามารถในการแข่งขันและการประกอบการของผู้ส่งออกได้ ภาครัฐจึงควรดูแลให้ความเคลื่อนไหวเงินทุนระยะสั้นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการให้น้อยที่สุด และ กกร. ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้ SMEs ประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในขณะนี้ได้มีการจัดทำโครงการส่งเสริมการให้ความรู้และการทดลองการนำเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมาใช้ให้กับ SMEs ทั่วประเทศ จึงอยากให้ SMEs ที่มีการส่งออกและนำเข้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ
 
การปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กกร. เห็นว่าหลายๆ คนเป็นที่ยอมรับของภาคเอกชน เพราะทุกคนมีความรู้ ความสามารถ ซึ่งเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการต่อ คือ  มีการสานต่อนโยบายการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความต่อเนื่อง และเป็นไปตามแผนของรัฐบาลที่กำหนดให้นำไปสู่ประเทศ 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
 
ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งนโยบายดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด อาทิ
  1. การแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น
  2. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย/กฎระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุน
  3. การเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนโครงการเน็ตประชารัฐ
 
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจ การส่งออก และการท่องเที่ยว มีขยายตัวดีมาก แต่เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ดีเท่าที่ควร รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงการต่างๆ ในท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก และมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
 
ในส่วนของการร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ ฉบับแก้ไข จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ในวันที่ 19 ธ.ค. 2560 นั้น กกร. ได้มีการมอบหมายให้คณะทำงานฯ นำร่างฯ ฉบับแก้ไขดังกล่าว เพื่อศึกษาและให้ข้อคิดเห็นในเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ทั้งนี้ เพื่อจะนำไปสู่แนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศต่อไป


  ภาพประกอบ








กิจกรรม กกร.


หัวข้อ

วันที่เริ่ม

วันที่สิ้นสุด




ข่าวสาร