อาเซียนหวั่นทุนไหลออก

07 พ.ค. 2561

สหรัฐ , ดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐ , อาเซียน



นิกเกอิ เอเชียน รีวิว และรอยเตอร์ส รายงานว่า ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิภาคอาเซียนที่อาจเผชิญภาวะทุนไหลออกครั้งใหญ่อีกครั้งเหมือนในปี 2013 (เทเปอร์ แทนทรัม) ที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ส่งสัญญาณยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ในครั้งนี้ประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด ก็คือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ หลังจากเริ่มเห็นผลกระทบต่อค่าเงินและตลาดหุ้นไปแล้ว
 
รายงานระบุว่า ปัจจัยพื้นฐานที่กดดันอินโดนีเซียมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนัก และการที่ต่างชาติ ถือครองพันธบัตรรัฐบาลในสัดส่วนมากถึงราว 40% โดยในช่วงไตรมาสแรก ปีนี้ค่าเงินรูเปียห์ได้อ่อนค่าลงไปแล้ว ถึง 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผลประกอบการดัชนีจาการ์ตา คอมโพสิต ดิ่งลงไปแล้วถึงราว 6% นับตั้งแต่ต้นปีนี้
อย่างไรก็ดี ฟรานเซส เฉิง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์แม็คโครเอเชียของบริษัท เวสต์แพค มองว่า อินโดนีเซียควรใช้วิธีขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นทางออกสุดท้าย เพราะยังจำเป็นต้องรักษาสมดุลการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย
 
ด้านฟิลิปปินส์ก็เผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน ท่ามกลางมูลค่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ที่ร่วงลงไปแล้วถึงราว 9% ในปีนี้ ต่างจากมาเลเซียและไทยที่ยังสามารถพึ่งกองทุนบำเหน็จบำนาญและสถาบันในประเทศ ให้เข้ามาพยุงตลาดตราสารหนี้ได้หากเกิดปัญหาทุนไหลออก
ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ระบุว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 16-23 เม.ย. ซึ่งผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 3% มีทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แล้วถึง 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.77 แสนล้านบาท) ท่ามกลางความกังวลเรื่องผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จนอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มตลาดเกิดใหม่
 
ด้าน ทาคาฮิเดะ คิอุชิ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยโนมูระ คาดการณ์ว่า แรงกดดันดังกล่าวอาจส่งผลให้ปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้ากลุ่มตลาดเกิดใหม่ในปี 2018 และ 2019 ลดลง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) หรืออาจเพิ่มขึ้นถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) หากนักลงทุนวิตกถึงความเสี่ยงมากขึ้น
 
ที่มา: โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/550400