กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง ยังสดใส

03 ต.ค. 2561        จำนวนผู้เข้าชม 217

ประธานกรรมการหอการค้าไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย , คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนฯ , นายกลินท์ สารสิน , ราคาน้ำมัน , เศรษฐกิจไทย , สงครามการค้า , กกร.



กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง ยังสดใสแต่ไม่ดีเท่าครึ่งปีแรก พร้อมปรับอัตราขยายตัวจีดีพี 61 เป็น4.4% จาก 4.3% จับตาปัจจัยเสี่ยงทั้งสงครามการค้าและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
 
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะ ประธานประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ( กกร.)แถลงภายหลังการประชุมกกร.ว่า ที่ประชุมกกร.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่ไม่สูงเท่าในช่วงครึ่งปีแรก เป็นผลมาจากการส่งออกแบะการท่องเที่ยวเติบโตชะลอตัวลง รวมทั้งมูลค่าสินค้านำเข้าที่เร่งตัวขึ้น
 
ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้น ในขณะที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าในเดือนกันยายน จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรไทย
 
ในด้านการส่งออกช่วง 8 เดือนแรกของปี 2561 การส่งออกขยายตัวได้สูง และคาดว่าการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีน่าจะได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าจากคู่ค้าเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี กกร. จึงปรับเพิ่มกรอบล่างของประมาณการอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 2561 เป็น 8.0-10.0% (จากเดิม 7.0-10.0%)
 
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยจากการขยายตัวของการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัว การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าการเบิกจ่าย รวมทั้งการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ กกร. มองว่า การขยายตัวของ GDP ในปี 2561 นี้ ไม่น่าจะต่ำกว่า 4.4% ดังนั้น กกร. จึงปรับเพิ่มกรอบล่างของประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2561 เป็น 4.4-4.8% (จากเดิม 4.3-4.8%) 
 
นายกลินท์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่มีแนวโน้มจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอีก หลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่ม 10% ครอบคลุมมูลค่าสินค้าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งคงจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในช่วงปี 2562 โดยประเมินในเบื้องต้นว่าอาจจะกระทบต่อการส่งออกประมาณร้อยละ 0.6-0.8 ของ GDP 
 
นอกจากนี้ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศต่อไป และหากภาครัฐต้องการตรึงราคาน้ำมันให้เหมาะสม ก็ควรพิจารณาการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันอย่างรอบคอบด้วย เพราะขณะนี้มีอยู่จำนวนจำกัด
 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/814650