ไทยออยล์คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมัน 4 - 8 ก.พ. 62 และสรุปสถานการณ์ฯ 28 ม.ค. - 1 ก.พ. 62

05 ก.พ. 2562        จำนวนผู้เข้าชม 531

ราคาน้ำมัน , เศรษฐกิจ



ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอุปทานมีแนวโน้มตึงตึวขึ้น
 
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 51 - 56 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 59 - 64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
 
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ ( 4 – 8 ก.พ. 62 )
 
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากแรงหนุนของตลาดน้ำมันดิบที่ตึงตัว เนื่องจากอุปทานในกลุ่มโอเปค โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย เวเนซุเอลา และลิเบีย คาดว่าจะปรับตัวลดลง หลังโอเปคประเทศลดกำลังการผลิต ลิเบียเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ และการประกาศคว่ำบาตรเวเนซุเอลาโดยสหรัฐฯ
 
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณที่ดีต่อตลาด หลังทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาเจรจากัน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังความต้องการใช้น้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุง แต่กำลังการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
 
จับตาการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคที่คาดว่าจะทำให้ตลาดน้ำมันดิบตึงตัวขึ้น หลังผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคร่วมมือกันปรับลดกำลังการผลิตลงราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยล่าสุด ซาอุดิอาระเบียจะปรับลดกำลังการผลิตในเดือนก.พ. 62 ลงต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้ราว 200,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ รัสเซียเผยว่าจะร่วมมือลดกำลังการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา รัสเซียปรับลดกำลังการผลิตลงราว 50,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตในเดือนต.ค.61 ซึ่งเป็นระดับอ้างอิง
 
ตลาดกังวลกับภาวะอุปทานตึงตัว หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ในวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อกดดันรัฐบาลของเวเนซุเอลาภายใต้การนำของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ที่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาล่มสลาย และส่งผลให้เวเนซุเอลาไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบไปยังสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาไปยังสหรัฐฯ ราว 500,000 บาร์เรลต่อวัน อาจต้องส่งออกไปยังประเทศอื่นแทนเช่น จีน อินเดีย เป็นต้น และในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ จำเป็นต้องหาแหล่งผลิตน้ำมันดิบอื่นมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปจากการนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาอุปทานน้ำมันดิบที่ตึงตัวในสหรัฐฯ รัฐบาลกำลังพิจารณาขายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR)
 
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียมีแนวโน้มปรับลดลง หลังสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศยังคงรุนแรง ส่งผลให้แหล่งผลิตน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดของลิเบียอย่าง แหล่งผลิตน้ำมันดิบ El Sharara กำลังการผลิตราว 300,000 บาร์เรลต่อวัน ต้องหยุดดำเนินการตั้งแต่เดือนธ.ค. 2561 โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบีย (NOC) เผยว่าปัจจุบันกำลังการผลิตของประเทศอยู่เหนือระดับ 900,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับลดลงจากค่าเฉลี่ยในปี 2560 ที่อยู่ที่ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มคลี่คลาย หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หารือกันเพื่อแก้ปัญหาในวันที่ 30-31 ม.ค.62 โดยหลังจากการหารือ 2 วัน จีนให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น และทั้งสองฝ่ายจะนัดประชุมกันอีกครั้งก่อนการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนมี.ค. นี้ เพื่อยุติปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
 
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น หลังความต้องการใช้น้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุง ประกอบกับ กำลังการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 25 ม.ค. 2562 รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 445.9 ล้านบาร์เรล อันเป็นผลมาจากอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงราวร้อยละ 2.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 90.1 ในขณะที่ กำลังการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการบริการจีน ยอดค้าปลีกยูโรโซน ดัชนีราคาผู้ผลิตยูโรโซน ดัชนีภาคการบริการยูโรโซน และดัชนีราคาผู้ผลิตยูโรโซน
 
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ม.ค. - 1 ก.พ. 62)
 
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 1.57 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  มาอยู่ที่ 62.75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.11 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 55.26 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 61 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนจากอุปทานน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคปรับตัวลดลง เนื่องจากกลุ่มโอเปคนำโดยซาอุดิอาระเบียเริ่มปรับลดกำลังการผลิตตามข้อตกลงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ลิเบียเผชิญความขัดแย้งภายในประเทศ ทำให้ต้องหยุดดำเนินการแหล่งผลิตน้ำมันดิบชั่วคราว รวมถึงเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศของกลุ่มโอเปค ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดกังวลกับภาวะอุปทานตึงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน รวมถึง ความไม่แน่นอนจากการที่อังกฤษอาจแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลง
 
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/826109