สภาองค์การนายจ้างฯ หนุนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ บรรเทาปัญหาค่าครองชีพ แต่ต้องพัฒนาฝีมือ

07 พ.ค. 2562        จำนวนผู้เข้าชม 433



เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งอาเชี่ยน กล่าวว่า หากมีการขึ้นค่าแรงจริง ผลกระทบจะไม่เกิดกับผู้ประกอบการรายใหญ่น้อยมาก ด้วยเหตุที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ หันไปพึ่งกระบวนการผลิตแบบ Automation มากขึ้น และมีการพึ่งพาแรงงานน้อยลง ที่สำคัญ โครงสร้างยังสูงกว่าอุตสาหกรรมรายเล็ก ที่ต้องแข่งขันด้านคุณภาพ และบุคลากรในท้องตลาดแรงงานเดียวกัน
 
โดยจังหวัดที่ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนน้อย ค่าจ้างขั้นต่ำอาจปรับเพิ่มไม่มาก แต่ต้องสอดคล้องกับค่าครองชีพของแรงงาน ซึ่งน่าจะจุดประกายและดึงดูดให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุน เพื่อฉวยโอกาสสร้างงานให้คนในพื้นที่มากขึ้น
 
นายเอกสิทธิ์ ระบุต่อว่า มุมมองการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หากทำได้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพบางส่วนของแรงงาน รวมถึงช่วยหนุนการใช้จ่ายในครัวเรือน ให้เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อมูลค่าจีดีพี ในประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว แม้การปรับขึ้นครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อต้นทุนเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งเหล่านี้จะช่วยบรรเทาให้ผู้ใช้แรงงานลดความกดดันในค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้น้อยลง อันจะเป็นผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กด้วย
สิ่งที่น่าจับตามอง หลังมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้ว ฝีมือ และทักษะแรงงานจะพัฒนาขึ้นหรือไม่ และภาระต้นทุนของภาคธุรกิจอาจมีมาตราการภาษีช่วย ซึ่งอาจไม่ยั่งยืนนัก ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ จึงคาดหวังว่า แรงงานจะต้องมีการพัฒนาตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เดินถอยหลังเข้าคลอง เหมือนผลการวิจัย ที่ระบุว่า แรงงานไทยพัฒนาช้ากว่าโลกธุรกิจ และโลกเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากจะให้ดีต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ และสถานศึกษาด้วย เพื่อช่วยกับขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกัน
แต่อะไรก็ไม่แน่นอน หากผู้ประกอบการบางรายอาจผ่าวิกฤตฉวยโอกาส ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ลูกจ้างบางคน สิ่งที่จะตามมา ลูกจ้างผู้โชคดีรายนั้นต้องทำอย่างไร นี่คือเป้าหมายที่นายจ้างคาดหวัง โดยมีคำแนะนำจาก ECOT ใน 3 แนวทางที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกจ้างเป็นที่รักและยอมรับต่อนายจ้างมากขึ้นคือ 1.ต้องมีทักษะด้านการพัฒนาตนเอง และเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง 2.ต้องทันต่อสถานะการณ์โลก และสามารถใช้เทคโนโลยีเป็น และ 3. ต้องมีความสามารถหลากหลายรวมถึงสามารถปรับตัวได้ดีในทุกๆสถานะการณ์
 
สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างประโยชน์ทั้งกับตนเอง และกับผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการเองต้องมีจุดยืนที่ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ฉกฉวยโอกาสขึ้นราคาเครื่องอุปโภคบริโภค ในยามที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว  และต้องคำนึงถึงปากท้องของคนในสังคม ให้สามารถอยู่ได้ด้วยการพึ่งพากันและกัน เพียงเท่านี้ ประเทศไทยจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น และเป็นต้นแบบที่ดีระหว่าง นายจ้างและลูกจ้างที่สมบูรณ์แบบ
 
ที่มา: ข่าวสด
https://www.khaosod.co.th/economics/news_2474050