กกร.ชี้ไวรัสโควิด ทุบเศรษฐกิจไทยเสียหายหลักล้านล้านบาท

09 เม.ย. 2563        จำนวนผู้เข้าชม 325



กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยหนีไม่พ้นภาวะถดถอย หลังเผชิญวิกฤตไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้สร้างความเสียหายหลักล้านล้านบาท กระทุ้งภาครัฐออกกฏเข้มขึ้นสกัดการระบาด ชงลดค่าไฟ 5% เยียวยากลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว
 
นายสุพันธุ์  มงคลสุธี  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่  ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า ขณะนี้เครื่องชี้เศรษฐกิจในช่วงเดือนมี.ค.และเม.ย. ยังอยู่ในภาวะที่แย่ลงต่อเนื่อง เพราะแม้สถานการณ์การระบาดในจีนจะทยอยคลี่คลาย แต่การระบาดนอกจีนและในประเทศไทยที่ยังรุนแรง ทำให้นานาประเทศออกมาตรการควบคุมเพิ่มเติม เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่ภาครัฐประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 และมีมาตรการขอความร่วมมือปิดสถานประกอบการในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล  
 
การระบาดของ COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยองค์การระหว่างประเทศหลายสถาบันต่างทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจหลักในโลกลงขณะที่เศรษฐกิจไทยเองก็หนีไม่พ้นที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นกันโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 นี้ และเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ
 
ทั้งนี้ที่ประชุม กกร.มองว่า แม้ภาครัฐจะมีมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบระยะที่ 1-2 และเตรียมที่จะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม รวมถึงมีมาตรการจาก ธปท. และสถาบันการเงินต่างๆ แต่โดยรวมแล้วก็อาจจะไม่สามารถทดแทนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจและประชาชน จากการขาดรายได้และการหยุดหรือปิดกิจการ ซึ่งจะเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านบาท และกระทบการจ้างงานหลายล้านคน
 
 
อย่างไรก็ตามในเดือนนี้ยังไม่มีการพิจารณาปรับเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยรอประเมินผลกระทบจากมาตรการต่างๆที่มติครม.ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าจีดีพีปีนี้ยังติดลบ  ขณะที่ส่งออกคาดจะติดลบถุง 5%   
 
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า  ภาคเอกชนมีข้อเสนอภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้านแรงงานจากสถานการณ์โควิด-19 ประกอบไปด้วย  มาตรการด้านผู้ประกอบการโดยขอให้ภาครัฐพิจารณาออกคำสั่งปิดกิจการของรัฐ ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมหรืองานบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าข่ายกิจการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดกิจการของรัฐ และพนักงานจะได้เงินชดเชยตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด (โดยยกเว้นให้โรงแรมหรือบริการอื่นๆ ที่มีความจำเป็น สามารถเปิดกิจการโดยความสมัครใจ  อาทิ เป็นที่พักบุคคลากรทางการแพทย์ หรือ ที่พักของผู้กักตัว เป็นต้น)
 
นอกจากนี้ต้องการให้ปรับลดค่าไฟฟ้า 5% ทั่วประเทศ และปัจจุบันต้นทุนค่าน้ำมันได้ลดลงอย่างมาก จึงขอให้ค่าเอฟที สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงด้วย  ขณะเดียวกันขอให้ภาครัฐอัดฉีดวงเงินใหม่ให้กับภาคธุรกิจ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% โดยให้ บสย.ค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มจาก 40% เป็น 80%  และให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการป้องกันการระบาดของ Covid-19
 
สำหรับมาตรการด้านแรงงาน ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการเพิ่มเติมให้แรงงาน ลูกจ้าง ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ได้รับการชดเชยรายได้  โดยพนักงานที่เข้าระบบ Leave without pay จะไม่สามารถได้รับเงินชดเชยการหยุดกิจการของสถานประกอบการชั่วคราวจากคำสั่งของรัฐ และไม่เข้าหลักเกณฑ์เยียวยา 5,000 บาท ดังนั้น ควรมีมาตรการชดเชยช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม โดยจ่ายเงิน 50%  ของค่าจ้าง ตามที่ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม    และเสนอให้ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้าง จาก 4% เหลือ 1% ให้เท่ากับผู้ประกันตน  ตามมาตรา 33 
 
นอกจากนี้ในปัจจุบันแต่ละจังหวัดมีการประกาศมาตรการไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดปัญหาในการขนส่ง กกร.จึงขอเสนอให้ ศบค. ประกาศมาตรการจากส่วนกลางเพื่อปฎิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยขอให้กกร. มีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการเพื่อให้สามารถปฎิบัติได้
 
ที่มา: โพสต์ทูเดย์