สงขลา 18 ก.พ. - นายกรัฐมนตรีมั่นใจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จะช่วยให้ GDP ขยับขึ้นอย่างแน่นอน หลังจากปี 2567 ไทยอยู่ในลำดับท้ายของอาเซียน พร้อมย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างจริงจัง เพราะการดำเนินการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีแถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. โดยระบุว่า GDP ไตรมาส 4 ปี 2567 เติบโตขึ้นในหลายมิติ แต่การลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัว ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจาก SME ที่มีสัดส่วนถึง 75% ของประเทศ ธนาคารพาณิชย์มีกำไรแต่ยังปล่อยสินเชื่อต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถช่วยเหลือ SME ได้อย่างมาก ภาครัฐพยายามทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและให้ภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มเติม โดยเน้นให้การเงินและการคลังทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า อัตราเงินเฟ้อต่ำในขณะนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน การดำเนินงานด้านเศรษฐกิจไม่สามารถทำเพียงฝ่ายเดียวได้ ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ฯ ที่ระบุว่า GDP ปี 2568 จะโตเพียง 2.8% ซึ่งต่ำกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 3-3.5% นายกรัฐมนตรีย้ำว่ามาตรการสำคัญคือการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความร่วมมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการลงทุน ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาเมืองรอง ควบคู่กับเมืองหลัก เพื่อกระจายรายได้และสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ภาครัฐจะผลักดันให้ GDP ขยับถึง 3.5% ในปี 2568 ด้วยการประสานความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างจริงจัง เพราะการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องมาจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่การออกนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกกระทรวง
เมื่อถูกถามถึงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ GDP นอกเหนือจากการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการลงทุนจากต่างประเทศก็มีบทบาทสำคัญ ซึ่งรัฐบาลได้เดินสายพบกับนักลงทุนจากหลายประเทศ เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศไทย พร้อมยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซานั้นเกิดขึ้นมานาน ไม่ใช่เพียงช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลงพื้นที่ในหลายจังหวัด พบว่ามีศักยภาพสูงในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนและกระตุ้นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยบางปัญหาสามารถแก้ไขได้ในระดับท้องถิ่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้เป็นการติดตามและผลักดันนโยบายอย่างเต็มที่ พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและก้าวหน้าไปพร้อมกัน
การเมือง นายกรัฐมนตรี ประชุมครม.นอกสถานที่ สงขลา