เร่ง EEC พร้อมดึงดูดนักลงทุนหลังโควิด-19 คลี่คลาย

26 ม.ค. 2564        จำนวนผู้เข้าชม 192



ในช่วงที่โควิด-19 มีการแพร่ระบาดในประเทศไทยรอบแรกเมื่อเดือนก.พ.2563 ที่ผ่านมานั้นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะเป็นภาคค้าส่ง-ค้าปลีก,ภาคการผลิต-อุตสาหกรรมดั่งเดิม,ภาคบริการโรงแรมและการท่องเที่ยว
 
ในช่วงที่โควิด-19 มีการแพร่ระบาดในประเทศไทยรอบแรกเมื่อเดือนก.พ.2563 ที่ผ่านมานั้นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะเป็นภาคค้าส่ง-ค้าปลีก,ภาคการผลิต-อุตสาหกรรมดั่งเดิม,ภาคบริการโรงแรมและการท่องเที่ยว  แต่สำหรับ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  (S-Curve) พบว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนักเพราะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับโควิด-19 ที่กลับมาระบาดรอบใหม่ตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงปัจจุบันนั้นแตกต่างและรุนแรงกว่ารอบแรกมาก 
 
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5% ถึง 3.5% หากควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือนลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าขยายตัวได้ 2.0% ถึง 4.0%
 
สภาอุตสาหกรรมฯ ได้เตรียมพร้อมรับมือกับ COVID-19 รอบใหม่นี้โดยร่วมกับกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขจัดทำแนวปฏิบัติในการป้องกัน COVID-19 ในการทำงานสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้นายจ้างและผู้ประกอบการวางแผนเตรียมการป้องกัน และส่งเสริมการปฏิบัติที่ดีในการลดการติดต่อของโรค แม้อาจจะส่งผลให้ภาคการผลิตไม่ลื่นไหล การขนส่งติดขัดเพราะมีการคุมเข้มเรื่องการเดินทำงานข้ามจังหวัด และมีต้นทุนเพิ่มในการจัดหาที่อยู่ชั่วคราวให้กับแรงงานเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้าย
 
สำหรับมุมมองของนักลงทุนไทยและต่างชาติถึงแม้ไทยจะอยู่ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจาก COVID19แต่พบว่ายังมีนักลงทุนไทยและต่างชาติสนใจเข้ามายื่นขอส่งเสริมลงทุนใน EEC อยู่บ้าง ขณะที่หลายบริษัทชะลอการลงทุนออกไป ในสถานการณ์แบบนี้ภาครัฐสามารถเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องได้ทันที โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ต่างๆ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบิน ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เหล่านี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ สร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนและนักลงทุน
 
เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง EEC จะมีความพร้อมและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดสงครามการค้า (Trade war) ระหว่างสหรัฐกับจีน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเขย่าให้เกิดการย้ายฐานการผลิต ทั้งนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในจีนและโรงงานในจีนเองก็ต้องย้ายออกเช่นกัน และมีโอกาสย้ายเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงมากโดยเฉพาะโครงการ EEC ของไทยที่ภาครัฐได้กำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน
 
อีกทั้งมีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซียในด้านทำเลที่ตั้งอยู่มาก ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งการทำ Regulatory Guillotine ทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อลด ละ เลิกกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น ล้าสมัย เพื่ออำนวยความสะดวก ลดต้นทุนในการผลิต และสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุน ในการทำธุรกิจมากขึ้น   
 
สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาในการขับเคลื่อนโครงการ EEC ขณะนี้ คือ เรายังขาดบุคลากรที่มี ทักษะสูงมารองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพราะหลักสูตรในมหาวิทยาลัยปัจจุบันไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและอาชีพใหม่ๆ อีกทั้ง หลักสูตรเดิมที่เป็นอยู่ได้ถูก Disrupt ไปเรียบร้อยแล้ว คนที่เรียนจบออกมา นอกจากจะเสียเงินแล้วยังมีโอกาสตกงานสูง
 
รวมไปถึงการแก้ปัญหานำ้แล้งหรือปัญหาการขาดแคลนนำ้ ควรเตรียมการเรื่องบริหารจัดการน้ำและสาธารณูปโภคให้มีความพร้อมในระยะยาวอย่างยั่งยืน
“EEC เป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่เกิดสภาวะชะงักงัน จาก COVID-19 ต่อจากนี้ภาครัฐต้องกำหนดนโยบายให้ชัดเจน เพื่อสนับสนุนนักลงทุนไทยให้แข่งขันได้ขณะเดียวต้องส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติสนใจย้ายมาลงทุนในไทยมากขึ้น”
 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/919098