ดีเดย์ธปท.ขยายอุ้มลูกหนี้รายย่อย SCB เร่งสแกนผลกระทบรอบใหม่

30 เม.ย. 2564        จำนวนผู้เข้าชม 77



ธปท.เตรียมขยายมาตรการขั้นต่ำพยุงลูกหนี้รายย่อยถึงสิ้นปี’64 บรรเทาโควิด-19 วนลูปแพร่ระบาดระลอก 3 คาดประกาศขยายมาตรการต้น พ.ค.นี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้เห็นสัญญาณลูกหนี้แห่กลับมาขอรับความช่วยเหลือเร่งตัวขึ้นในเดือน ก.พ. จับตาลูกหนี้รายเก่ายังแย่ ฟาก “ไทยพาณิชย์” เร่งสแกนผลกระทบลูกหนี้รอบใหม่ ยันช่วยเหลือต่อเนื่อง
 
แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมประกาศขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ไปจนถึงสิ้นปี 2564 จากเดิมจะสิ้นสุดในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยจะเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ขั้นต่ำ ทั้งลูกหนี้บัตรเครดิตที่สามารถเปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด หรือขยายเวลาชำระดอกเบี้ยไม่เกิน 12%
 
สินเชื่อส่วนบุคคลที่ลดอัตราผ่อนขั้นต่ำให้ตามความสามารถในการชำระหรือเปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด หรือขยายเวลาชำระหนี้ ดอกเบี้ยไม่เกิน 22%, สินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่สามารถขอเลื่อนชำระค่างวด ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน
 
หรือเลื่อนชำระเงินต้นและลดดอกเบี้ยตามความเหมาะสม หรือลดค่างวดโดยขยายเวลาการชำระหนี้ได้ และสินเชื่อเช่าซื้อที่สามารถขอเลื่อนชำระค่างวด ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน หรือลดค่างวดโดยขยายเวลาชำระหนี้ได้
 
“เนื่องจากโควิด-19 กลับมาระบาดเป็นระลอก 3 ธปท.จึงมีการรับฟังความคิดเห็นจากธนาคารพาณิชย์ ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) ไปแล้วก่อนจะพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 นี้ แต่ไม่ได้มีมาตรการใหม่ และไม่ได้เป็นแบบเหมาเข่ง หากลูกค้ากระทบก็สามารถขอความช่วยเหลือได้” แหล่งข่าวกล่าว
 
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โควิด-19 ระลอก 3 คาดว่าจะรุนแรงกว่าระลอกแรก โดยเริ่มเห็นลูกหนี้ที่เคยเข้าร่วมมาตรการความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินทยอยกลับเข้ามาขอความช่วยเหลือใหม่อีกครั้ง
 
โดยภาพรวมสัดส่วนลูกหนี้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน แม้ว่าภาพรวมในเดือน ก.พ. 2564 จะขยับลดลงมาอยู่ที่ 15.4% ของสินเชื่อรวมจากไตรมาส 4 ปี 2563 อยู่ที่ 16.6% แต่พบว่าจำนวนบัญชีลูกหนี้ที่ขอรับความช่วยเหลือ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.89 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้อยู่ที่ 2.18 ล้านล้านบาท จากเดือน ม.ค. 2564 อยู่ที่ 1.78 ล้านบัญชี
 
ทั้งนี้ สามารถแบ่งลูกหนี้ดังกล่าวออกเป็นกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี 9.2 แสนบัญชี ภาระหนี้ 8.59 แสนล้านบาท กลุ่มสินเชื่อรายย่อย 1.79 ล้านบัญชี ภาระหนี้ 7.26 แสนล้านบาท และสินเชื่อรายใหญ่ มีภาระหนี้อยู่ที่ 5.98 แสนล้านบาท
 
“ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณลูกหนี้ที่มาขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจากแบงก์และน็อนแบงก์เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะรายย่อยที่น่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพราะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูงและมีภาระหนี้ รวมถึงกลุ่มเอสเอ็มอีโดยเฉพาะภาคบริการที่ยังหาทางออกธุรกิจไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ยังเห็นการไหลของตัวเลขการขอความช่วยเหลือ”
 
นางสาวกาญจนากล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ถือว่าตอนนี้ยังฝุ่นตลบอยู่ เบื้องต้น ธปท.น่าจะยังคงใช้มาตรการแผนเดิมที่มีอยู่ แต่ขยายระยะเวลาออกไปสำหรับลูกหนี้รายย่อย ส่วนลูกหนี้ธุรกิจจะต้องติดตามเป็นรายกรณี โดยมีมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู พักทรัพย์ พักหนี้ และในระหว่างทางแบงก์คงเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ต่อเนื่อง
 
“เมื่อหายฝุ่นตลบ ธปท.คงรู้ว่าจะช่วยใครอย่างไร และคงมีมาตรการออกมามากขึ้น” นางสาวกาญจนากล่าว
 
นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ธนาคารได้ติดตามสถานการณ์ลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากโควิด-19 โดยครั้งนี้การแพร่กระจายเป็นวงกว้างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
 
ซึ่งลูกค้ารายใดที่ต้องการเข้าร่วมโครงการและรับความช่วยเหลือ ธนาคารจะพิจารณาการช่วยเหลือเป็นรายกรณี รวมถึงธนาคารได้ทยอยสำรวจลูกค้าทั้งที่เคยเข้าและไม่เคยเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือให้ทันท่วงทีด้วย ซึ่งภายในเดือน พ.ค.นี้จะทราบตัวเลขที่ชัดเจนขึ้น
 
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
https://www.prachachat.net/finance/news-657439








ข่าวสาร