ส.อ.ท. ชี้ ดิจิทัลดิสรัปชัน แนะเร่งดึงอุตสาหกรรมไฮเทคออกจากฐานการผลิตจีน

23 มิ.ย. 2565        จำนวนผู้เข้าชม 38



นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา “สู่โอกาสใหม่ Stronger Thailand” พร้อมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อโอกาสใหม่” จัดโดย “มติชน” ว่า จากการสะท้อนเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ ในมุมมองของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ทำให้เห็นถึงความท้าทายทุกด้าน ซึ่งเห็นพ้องกัน ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม รวมถึงเรื่องการเมือง
 
ทั้งนี้ สิ่งที่เห็นชัดๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คือผลกระทบจากวูก้า (VUCA) คือ ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น และจะแก้ปัญหาได้อย่างไร รวมถึงเราจะหยุดพ้นสถานการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร
 
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเจอกับปัญหาหนักคือ คือ ดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจนทำให้เกิดกระแสดิสรัปชั่น ซึ่ง ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบทั้งหมด แต่อุตสาหกรรมที่โดนผลกระทบก่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ เนื่องจากคนเปลี่ยนแนวทางการเสพสื่อใหม่ ดังนั้น ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวอย่างยิ่ง ซึ่งใน ส.อ.ท. มีทั้งหมด 45 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์การผลิต
 
“ตอนนี้ทุกกลุ่มกำลังหนีตายกันอยู่ ส.อ.ท.จึงได้ออกโปรแกรม Industry Transformation เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวให้แข็งแกร่งขึ้น และมีขีดความสามารถทางารแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ทุกอุตสาหกรรมไปถึง 4.0 จากตอนนี้ที่หลายอุตสาหกรรมยังอยู่ที่ 2.0-2.5 ดังนั้น จึงเห็นได้ว่ากระแสดิสรัปชั่น ยังรุนแรงและตามไล่ล่าเราอยู่ตลอดเวลา”
 
ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ที่ทั้ง 2 ประเทศมีความสำคัญต่อการค้าประเทศไทย เราค้าขายทั้งอเมริกาและจีนเป็นอันดับ 1-2 สลับกันไป ซึ่งสหรัฐเพิ่มขึ้นมหาศาลเช่นประเทศไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศให้กับสหรัฐ แต่ supply chain ชิ้นส่วนอะไหล่มาจากจีนและเราเกิดปัญหาขาดตลาด ซึ่งวิธีเดียวที่แข็งแกร่งจะต้องกระชาก supply chain ออกจากประเทศจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใดที่เป็นไฮเทคและหาแรงงานในกลุ่ม South East Asia แทนจีน อย่าง ประไทยไทย เวียดนาม และ อินโดนีเซีย
 
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันให้ได้ ส.อ.ท. ได้ตั้ง 1FTI ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยเข้มแข็งกว่าเดิม เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาเครื่องยนต์ที่ช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ และเชื่อถือได้ คือ ภาคการส่งออก ที่ส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ปี 2564 กลับมาเป็นบวกที่ 1.4% จากในปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ฉุดจีดีพี ติดลบ 6.1%
 
นอกจากนี้ ทาง ส.อ.ท. ยังมี 1team คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ปัจจุบันเรามีสมาชิก 1.4 หมื่นบริษัททั่วประเทศ ซึ่งภาคการผลิตอยู่ที่ส.อ.ท.ทั้งหมด และโจทย์คือจะทำอย่างไรให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเชื่อมโยงกับภาครัฐ โดยล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไปหารือร่วมกันที่ ส.อ.ท. ถึงเรื่องความร่วมมือ เช่น การเชื่อมโยงกับภาคการศึกษา เพื่อผลิตนักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และลดปัญหาจบมาไม่มีงานทำ เป็นต้น
 
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวของ อาทิ หอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคาร สมาคมท่องเที่ยว และต่างประเทศ ซึ่งเป็น 1team ในการร่วมกันทำงาน ท้ายที่สุดต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ตั้งมีเป้าหมายร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพรวมอุตสาหกรรมที่เราจะไปในอนาคต
 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
 
 








ข่าวสาร