กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม เร่งทำข้อมูลสิ่งแวดล้อม รับ CBAM เฟสแรก

21 ก.ย. 2565        จำนวนผู้เข้าชม 156



วันที่ 20 กันยายน 2565 นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
 
เพื่อเป็นโครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ในการจัดทำฐานข้อมูลกลาง Life Cycle Assessment (LCA) หรือ การประเมินตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม สำหรับประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรกมุ่งเน้นหาค่ากลางการปลดปล่อยคาร์บอน จากกระบวนการผลิตโดยตรง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรองรับมาตรการ CBAM ในอีก 3 ปีข้างหน้า
 
ทั้งนี้ CBAM คือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาใน EU ในสินค้า 5 กลุ่มแรก ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรั่วไหลของคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย และอะลูมิเนียม
 
ซึ่งเป็นมาตรการทางสหภาพยุโรปได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องลดภาวะโลกร้อน ภายใต้กระแสเรื่อง European Green Deal อย่างเป็นรูปธรรมก่อนประเทศอื่น ๆ ซึ่ง CBAM เป็นส่วนต่อขยายระบบ EU-ETS (EU Emission Trading Scheme : EU-ETS) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 และเริ่มมีค่าใช้จ่ายจริงในวันที่ 1 มกราคม 2569 คาดว่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าธรรมเนียมในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านทางใบแสดงสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CBAM certificates)
 
โดยค่าคาร์บอนที่ปลดปล่อย แบ่งออกตามช่วงวัฏจักรชีวิต (LCA) เป็น 3 ช่วง คือ การได้มาของวัตถุดิบ ค่าการปลดปล่อยทางอ้อมจากการผลิต (indirect emission) และค่าการปล่อยทางตรงจากการผลิต (direct emission/embedded emission) ในการบังคับใช้ช่วงแรกจะเก็บเฉพาะส่วนการปล่อยทางตรงจากการผลิตก่อน
 
ซึ่งอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมในสหภาพยุโรป มีค่าการปล่อยคาร์บอนทางตรง จากการผลิตโดยเฉลี่ยเท่ากับ 1.9 ตัน CO2 eq./ตันอะลูมิเนียม จากที่มีการผลิตต้นน้ำด้วย ส่วนประเทศไทยไม่มีการผลิตต้นน้ำ แต่จะผลิตในส่วนกลางน้ำ ดังนั้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมแผ่นและเส้น มีการประมาณการเบื้องต้น สำหรับค่าการปล่อยคาร์บอนทางตรงเท่ากับ 0.5 ตัน CO2 eq./ตันอะลูมิเนียม
 
ซึ่งทางศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จะทำการศึกษาในเชิงรายละเอียดและสรุปเป็นค่ากลาง ที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงของประเทศไทยในขั้นตอนต่อไป
 
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น การปรับตัวทุกภาคส่วนต่อผลกระทบและการลดก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นเรื่องจำเป็นของประเทศที่จะต้องมีการพัฒนาโครงการที่จะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) ให้บรรลุผลตามความมุ่งหมาย
 
ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินโครงการที่มีส่วนช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
 
ทางกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมและศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) จึงได้เพิ่มเติม ในส่วนเฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการประเมินตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ซึ่งบริษัทที่เข้าร่วมโครงการสามารถเข้าถึงรายการสารขาเข้าและสารขาออก ของแต่ละกระบวนการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมโดยรวม
 
 
เพื่อนำมาต่อยอดวิเคราะห์หาจุดที่ต้องปรับปรุงพัฒนาในแต่ละกระบวนการ เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิตในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 (2593) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ปี 2065 (2608) ต่อไป
 
นอกจากนี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ได้พยายามนำพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทนพลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม และเพิ่มปริมาณการใช้เศษอะลูมิเนียมตามนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนได้ค่อนข้างมาก และหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น จัดหาพลังงานสะอาดราคาต่ำ สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด รับซื้อพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินกลับแบบ Net metering จากภาคอุตสาหกรรม
 
รวมถึงสนับสนุนการหมุนเวียนเศษอะลูมิเนียมเพื่อใช้สำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า และลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้ถึง 95% ทันที เมื่อเทียบการใช้อะลูมิเนียมบริสุทธิ์จากกระบวนการต้นน้ำ และเป็นการเสริมสร้าง Circular Economy ตามนโยบายรัฐอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
 
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
 








ข่าวสาร